โรคไข้หัดสุนัข

โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper)

โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper) เป็นโรคที่มีต้นกำเนิดในทวีปเอเชียเมื่อประมาณ 200 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่คล้ายกับไวรัสหัดในคน ไข้หัดสุนัข รุนแรงที่อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งลูกสุนัขและสุนัขโต แต่จะพบมากเป็นพิเศษในลูกสุนัขอายุ 3-6 เดือนที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ โดยสุนัขที่ติดเชื้อจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่สุนัขตัวอื่นๆ ได้ในปริมาณมากเป็นเวลา 60-90 วันหลังจากติดเชื้อ ทั้งทางน้ำลาย การขับถ่าย ไอ จาม และทางเลือด ส่วนมากจะติดจากการปล่อยของเหลวที่เกิดจากการหายใจ โดยระยะเวลาการฟักตัวนั้นประมาณ 14-18 วัน นับจากวันที่ได้รับเชื้อ จนไปถึงวันที่เป็นโรค

อาการของ โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper)

โรคไข้หัดสุนัข

http://www.nexusacademicpublishers.com/table_contents_detail/13/74/html

สุนัขที่ได้รับเชื้อไข้หัดแต่มีระบบภูมิคุ้มกันของรายกายดีนั้นอาจแสดงออกถึงอาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในทางกลับกัน หากที่สุนัขที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น สุนัขที่มีอายุน้อย เชื้อไข้มักทำให้เป็นโรคเกี่ยวกับสมอง ในช่วงที่การติดเชื้อยังไม่รุนแรง ลูกสุนัขอาจมีอาการซึม และกินอาหารน้อยลง และมีของเหลงออกจากทางตา และจมูก ส่วนใหญ่จะมีไข้ตามมาด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้อาจลามไปจนถึงการอาเจียน ท้องเสีย ขาดน้ำ รวมไปถึงการไอ ในขั้นรุนแรง สุนัขจะเกิดความผิดปกติในสมอง โดยอาการมักจะแสดงประมาณ 1-3 สัปดาห์หลังจากที่ดูเหมือนหายดีแล้ว สุนัขที่มีอาการทางสมองเหล่านี้ อาจมีอาการชัก อ่อนแอ หรือมีพฤติกรรมหรือท่าทางที่ดูไม่ปกติทางสมอง เนื้อที่อุ้งเท้านั้นอาจเริ่มหยาบ แข็ง และหนากว่าปกติ และผิวหนังที่จมูกอาจแตกและลอกซึ่งเกิดจากอาการทางประสาทเช่นกัน ในสุนัขโต มีเพียง 50% ที่รอดชีวิต และในลูกสุนัข โอกาสการเสียชีวิตมากกว่า 80%

การวินิจฉัยโรค

เมื่อสุนัขที่อายุน้อย โดยสุนัขที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครบถ้วน มีอาการที่กล่าวไว้ข้างต้น มักถือว่ามีโอกาสที่จะเป็นไข้หัดสุนัขสูง การทดสอบเบื้องต้นในแลบ เช่น การนับปริมาณเม็ดเลือดนั้นอาจไม่สามารถชี้ชัดได้ เพราะยังถือว่าอาจเป็นโรคอื่นได้ สุนัขที่มีปัญหาทางสมองสามารถใช้การดูดน้ำไขสันหลังมาตรวจปริมาณโปรตีน ซึ่งสามารถบอกได้ว่าน่าจะเป็นโรคนี้หรือไม่ วมถึงการทำ EGG อาจทำให้พบความผิดปกติทางสมองได้ใน 90% ของสุนัขที่เป็นโรคนี้ทั้งหมด แต่การวินินฉัยเต็ม 100% นั้นคือ การตรวจความเปลี่ยนแปลงของ Distemper antibody ในเลือด ซึ่งจะต้องทำมากกว่า 1 ครั้ง ห่างกัน 10-14 วัน เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของค่าต่างๆ จึงจะมั่นใจได้ การตรวจ Antigen จากเซลล์ที่นำมาจากโพรงจมูกหรือตานั้นสามารถจะพบไวรัสได้เช่นกัน ในช่วง 5-21 วันหลังจากการติดเชื้อ

การรักษา

การรักษาไม่สามารถทำได้ สิ่งที่ทำได้คือ การรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น และการช่วยพยุงอาการไม่ให้แย่ลงกว่าเดิม สุนัขต้องอยู่ในที่สะอาด อบอุ่น และได้รับการรักษาอาการที่เกิดขึ้นจากโรคนี้ การให้ยาปฏชีวนะนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำถึงแม้จะไม่สามารถกำจัดไวรัสได้เพราะสุนัขที่เป็นโรคหัดนั้นมักมีปริมาณความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ การเพิ่มวิตามินซีและบีในปริมาณสูงจะช่วยทดแทนวิตามินเหล่านั้นที่สูญเสียไปได้ สำหรับสุนัขที่มีอาการขั้นรุนแรง การให้น้ำเกลืออย่างต่อเนื่องเพื่อปรับค่าเกลือแร่ ให้เป็นปกตินั้นเป็นเรื่องสำคัญ สุนัขอาจได้รับยาเพิ่มเติมสำหรับอาการทางสมองเพื่อป้องกันการชักและช่วยต่อต้านอาการทางประสาทอื่นๆ ที่มากับโรคนี้ สำหรับสุนัขที่หายจากโรคนี้ ยังสามารถแพร่กระจายเชื้อโรคได้ ดังนั้น สุนัขตัวอื่นๆ ที่อยู่บริเวณเดียวกันควรได้รับการตรวจเช็คว่าได้รับการฉีดวัคซีนครบถ้วนหรือไม่

การป้องกัน

ไข้หัดสุนัขเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ยากและยังไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา การป้องกันจึงสำคัญมาก แม่พันธุ์สุนัขควรได้รับการฉีดวัคซีนไข้หัดก่อนที่จะมีลูกเพื่อให้ลูกมีภูมิต้านทาน แต่ภูมิต้านทานของลูกสุนัขก็ขึ้นอยู่กับว่าลูกสุนัขได้ดูดนมแม่ในทันทีขณะที่ยังมีนมน้ำเหลืองอยู่หรือไม่ ซึ่งหากได้รับนมน้ำเหลืองจากแม่อย่างเพียงพอลูกสุนัขจะมีภูมิคุ้มกันในช่วง 9-12 สัปดาห์แรก ลูกสุนัขที่ได้รับนมแม่แต่ไม่ได้นมน้ำเหลืองอาจมีภูมิคุ้มกัน 1-4 สัปดาห์ การฉีดวัคซีนนั้นควรเริ่มตั้งแต่อายุ 6-8 สัปดาห์  และได้รับการฉีดวัคซีนซ้ำประมาณทุกๆ 4 สัปดาห์คนครบ 3 ครั้ง สุนัขนั้นจะเริ่มมีภูมิคุ้มกัน 2-3 วันหลังจากฉีดวัคซีน และสุนัขโตควรจะมีการฉีดวัคซีนซ้ำทุกปี

เชื้อไวรัสนี้สามารถกำจัดออกไปจากบริเวณที่สุนัขอยู่ด้วยการทำความสะอาดด้วยน้ำยาที่สามารถฆ่าไวรัสได้ หรือด้วยการซักเสื้อผ้าที่ติดเชื้อด้วยน้ำยาซักผ้า การตากแห้ง ไวรัสตัวนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายชั่วโมงในอุณหภูมิห้อง และมีชีวิตอยู่ได้เป็นสัปดาห์ในอุณภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งเล็กน้อย

เมื่อเจ้าของเห็นความรุนแรงของโรคไข้หัดสุนัขแล้ว อย่าลืมพาเด็กๆ ไปฉีดวัคซีนกันด้วยนะครับ โดยเฉพาะลูกสุนัขในช่วงปีแรก ต้องทำวัคซีนให้ครบตามโปรแกรมการทำวัคซีน เพื่อป้องกันโรคนี้ และอย่าลืมฉีดซ้ำในทุกๆ ปี สุนัขตัวโปรดของเราจะได้มีสุนัขภาพดี และอยู่กับเราไปนานๆ

Join The Discussion